วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

"อินเทล" จับมือกระทรวงศึกษาฯ ผุดต้นแบบห้องเรียน "อินเทล แทบเล็ต" วัดผลคู่ขนานโครงการแทบเล็ต ป. 1

นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำต้นแบบห้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีของอินเทล บนแทบเล็ต เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และประถมศึกษาปีที่ 4 โดยเลือกโรงเรียนอนุบาลสามเสน  เป็นโรงเรียนนำร่อง ระยะเวลาทดสอบเดือน ก.พ.-เม.ย.นี้  เป็นการปรับปรุงจากโครงการ "คลาสเมท พีซี" เดิม ที่พัฒนาต้นแบบพีซี เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนทั่วโลก แต่ครั้งนี้จะใช้แทบเล็ต  เป็นเครื่องมือใหม่ในการเรียนรู้ และเป็นตลาดใหม่ที่อินเทลเริ่มพัฒนา โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "อินเทล เลิร์นนิ่ง ซีรีส์" รวมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เป็นอีโคซิสเต็มส์ที่ใช้งานได้สมบูรณ์



สเปคใกล้เคียงแทบเล็ตภาครัฐ   สำหรับคุณสมบัติของเครื่องที่ทดสอบครั้งนี้ใกล้เคียงกับคุณสมบัติที่กระทรวงศึกษาใช้ในโครงการแทบเล็ต ป. 1 คือ ขนาด 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ  แอนดรอยด์ 3.2 เชื่อมต่อไวไฟได้ พร้อมกล้องหน้า-หลัง ใช้แบตเตอรี่ได้นาน 4-5 ชั่วโมง และใช้เทคโนโลยีประมวลผลด้วยโปรเซสเซอร์ตระกูลอะตอม
  ผู้บริหารอินเทล ยังไม่ประเมินราคาเครื่องดังกล่าว เพราะต้นแบบดีไซน์ ที่บริษัทส่งให้ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยี แต่จะให้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นผู้ประเมินผลและส่งให้กับกระทรวงศึกษาใช้ประกอบการทำโครงการแทบเล็ต ป. 1 ของรัฐบาล
 "รัฐบาลจัดซื้อแบบจีทูจี เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้เลย เรามีบทบาทเป็นเพียงแอดไวเซอร์ ที่มีประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ตอนที่ยังเป็นคลาสเมท พีซี มีบริษัทที่นำต้นแบบเราไปผลิตแล้วขายให้กับรัฐบาลแล้วหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา 2 ล้านเครื่อง โปรตุเกส 1.4 ล้านเครื่อง และมาเลเซียอีกราว 1 แสนเครื่อง ส่วนแทบเล็ตที่นำมาทดลองครั้งนี้ใช้บริษัทในจีนเป็นผู้ผลิต"
เสนออบรมครูโปรเจคแทบเล็ตรัฐ   ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะนำเสนอโครงการ "อินเทล ทีช" (Intel Teach) ที่ร่วมมือกับกระทรวงศึกษามาก่อนหน้านี้ เพื่ออบรมครูให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน มาปรับใช้กับโครงการแทบเล็ตในครั้งนี้ เนื่องจากพบว่าครูส่วนใหญ่ไม่เชี่ยวชาญไอที ไม่มีความรู้เกี่ยวกับแทบเล็ตมาก่อน ปัจจุบันมีครูที่อยู่ในโครงการแล้ว 1.4 แสนคน จากจำนวนครูทั่วประเทศกว่า 5 แสนคน
 นายเบิร์น นอร์ดโฮเซ็น ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นเพื่อการศึกษา โครงการอินเทล World Ahead กล่าวว่า หลายๆ โครงการที่อินเทล เคยทำในต่างประเทศพบว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยการเรียนการสอนจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาความสามารถการเรียนรู้ของเด็กที่ช้าเร็วต่างกันได้ เพราะเด็กสามารถกดเรียนรู้ซ้ำได้จากเดิมที่ครูอธิบายบนกระดานครั้งเดียว แล้วเด็กต้องยกมือถาม
  เขาระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานของห้องเรียนแทบเล็ตที่ควรมี คือ ไวไฟ หรืออินเทอร์เน็ตภายในของโรงเรียน และเซิร์ฟเวอร์ สำหรับเก็บคอนเทนท์ ส่วนขนาดของห้องเรียนก็แล้วแต่การบริหารจัดการของครู เพราะเทคโนโลยีสามารถปรับเปลี่ยนได้
 "ข้อเสนอสำหรับรัฐบาล คือ การพัฒนาครูยังเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าดีไวซ์ และอีโคซิสเต็มส์ทั้งหมดยังต้องมีองค์ประกอบ เช่น คอนเทนท์ หรือระบบการจัดการเครือข่าย ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว"
ชี้แทบเล็ตทำให้เด็กเรียนสนุก
 นางณัฏฐนันท์ ปั้นลายนาค ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ เผยว่า หลังจากทดลองใช้กับเด็ก ป. 1 และ ป. 4 เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าแทบเล็ต ทำให้เด็กรู้สึกมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น สามารถทำให้การเรียนรู้นามธรรมเป็นรูปธรรมได้มากเท่าไร จะทำให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการใช้แทบเล็ตประกอบกับการสอน 3 วิชาสาระ คือ อังกฤษ ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ โดยมีคอนเทนท์หลักจาก สพฐ.ใส่มาให้  อย่างไรก็ตาม แทบเล็ตไม่สามารถแทนการสอนของครูได้ และยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญมากกว่าครู แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สอนง่ายขึ้นเท่านั้น
 "คนที่ห่วงว่าเด็กจะหมกมุ่นกับแทบเล็ตจนไม่เรียน ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะมีระบบที่ครูควบคุมหน้าจอของเด็กได้ และครูจะต้องเป็นนักจัดการที่ดี ออกแบบการสอนว่าจะใช้แทบเล็ตตอนไหน ไม่ได้ใช้ตลอดชั่วโมง" นางณัฏฐนันท์กล่าว
ผอ.สามเสนย้ำใช้แทบเล็ต “ครู” ต้องพร้อม นางณัฏฐนันท์ ปั้นลายนาค ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสามเสน กล่าวว่า การทดลองใช้แทบเล็ตโรงเรียนเรามีความตื้นตัวมาก โดยจะเลือกชั้น ป. 1 ที่มีความพร้อม และสนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นให้อินเทลมาอบรมครูทุกคน ทุกชั้นเรียน ใช้แทบเล็ต เพื่อปูพื้นฐานให้ครูเข้าใจ และเห็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้การเรียนการสอน หากครูไม่เข้าใจและได้รู้จัดการบริหารจัดการการเรียนการสอนที่จะใช้กับเด็กนักเรียน เด็กก็จะไม่ได้รับประโยชน์
 ขณะเดียวกัน ได้ใช้หลักสูตรแกนกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาใช้ร่วมกับสิ่งที่ครูได้คิดรูปแบบเนื้อหาขึ้นมาใหม่  โดยให้อินเทล เป็นผู้ช่วยการผลิตขึ้นมาให้ เช่น ครูอาจจะคิดข้อสอบออกมาใหม่เป็นข้อๆ ทางอินเทล ก็ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้นำมาอยู่ในแทบเล็ต เด็กสามารถทำข้อสอบผ่านแทบเล็ตได้  ส่วนครูก็สามารถดูได้ว่าเด็กทำข้อสอบข้อไหนทำได้มากที่สุด น้อยที่สุด สามารถประเมินการเรียนการสอนได้ทันที
“เรามองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสิ่งที่ดี ขณะเดียวกัน ครูก็ต้องเป็นผู้จัดการที่ดีด้วย ต้องมีวิธีการ มีกระบวนการเรียนการสอนนักเรียนชั้น ป. 1 ต้องมีการออกแบบการเรียนรู้ เป็นเรื่องที่ครูต้องศึกษาให้ดี ทำอย่างไรจะให้แทบเล็ตมาเป็นเครื่องมือให้ครูสอนได้ง่ายขึ้น เด็กสามารถเรียนรู้จากแทบเล็ตได้เร็วขึ้น หากครูสามารถทำเนื้อหาที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมได้มากเท่าไร เด็กก็จะเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น” นางณัฏฐนันท์กล่าว
เด็ก ป. 1 ชอบแทบเล็ตทำให้เรียนสนุก ด.ญ.มาริษา ซาน อายุ 7 ขวบนักเรียนชั้น ป. 1/4 กล่าวว่า รู้สึกชอบแทบเล็ตเพราะใช้แล้วรู้สึกสนุก ทำให้อยากเรียนรู้ในวิชาต่างๆ มากขึ้น และทำให้เรามีความรู้เพิ่มมากขึ้น จากการใช้งาน ถ้าไม่เข้าใจก็กดดูซ้ำอีกครั้ง ถามว่าอยากใช้ทำอะไรอีกนอกจากใช้เรียนใน 3 วิชาหลัก ด.ญ.มาริษา บอกว่าอยากใช้เล่นเกม แต่ไม่สามารถเล่นได้ ขณะที่ ด.ญ.นลินทิพย์ เครือไชย กล่าวว่า รู้สึกชอบแทบเล็ตเพราะได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากการใช้งาน ทำให้เวลาเรียนสนุกกับการเรียนไปด้วย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"ต้องเข้าถึง-ครองใจ" กลยุทธ์สื่อสาร Digital Content

การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภค ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีออนไลน์ อีกทั้งจำนวนประชากรใน Social Network


และรูปแบบการติดตามข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ที่พบว่า Social Media กลายเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด จึงไม่แปลกนักที่ "ตัวเลข" งบประมาณขององค์กรขนาดใหญ่ ในปี 2012  พุ่งไปที่การสื่อสารผ่าน Digital Media  เพื่อตอบโจทย์ด้านการสื่อสารองค์กรและการตลาดควบคู่กันพจน์ ใจชาญสุขกิจ นักสื่อสารกลยุทธ์แบบบูรณาการและนายกสมาคมประชาสัมพันธ์ไทย กล่าวว่า การเติบโตของ Digital Media มีบทบาทต่อกระแสสังคมมากว่า 2 ปี ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มปรับตัวจนกระทั่งคุ้นชินกับสื่อดิจิทัล จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่มีบทบาทอย่างมากต่อความคิดและการตัดสินใจ เห็นได้จากข่าวสารที่เกิดจากสื่อดิจิทัล ก่อนเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม หรือที่เรียกว่า Digital Content ต่างๆ ได้ถูกนำมารายงานผ่านในสื่อหลักและเกิดกระแสในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของประชากรออนไลน์ที่มีกว่า 30 ล้านคน หรือ 50% ของประเทศไทย
รูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงและครองใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะผ่าน Social Media หรือสื่อใดก็ตาม ได้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น สร้างสรรค์เรื่องราวและประเด็นขององค์กรหรือสินค้า เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิดในด้านต่างๆ กิจกรรมทางสังคม เกิดพฤติกรรมที่เป็นพลังของเครือข่ายผ่านการสื่อสาร  จึงกลายมาเป็นความต้องการที่องค์กรต้องเลือกสรรกลยุทธ์ให้เหมาะกับแบรนด์ เพื่อรับมือกับเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เจาะกลยุทธ์สื่อสารดิจิทัล
กลยุทธ์การสื่อสารในยุคดิจิทัลที่องค์กรต้องจับตามอง ประกอบด้วย การให้ความสำคัญต่อคุณค่าขององค์กรเพื่อความผูกพันในระยะยาว เพราะการชื่นชอบแบบฉาบฉวย ดูไม่เป็นประโยชน์กับองค์กร เพราะอาจเกิดการเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา การสื่อความให้เห็นถึงชื่อเสียง ทิศทางความก้าวหน้า การสร้างความมั่นใจที่มีต่อองค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำเกิดความน่าความสนใจในคอนเทนท์อย่างสม่ำเสมอ
การรู้จัก เข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในเชิงโครงสร้างและรูปแบบการใช้ชีวิต ที่มีความหลากหลาย ซับซ้อนมากขึ้น ความเป็นตัวตนของตัวเอง การต้องการสร้างการยอมรับ ความอดทนในการรอลดน้อยลง  และ Brand Loyalty น้อยลง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการ "เลือกเนื้อหา วิธีการ และเครื่องมือในการสื่อสารผ่านดิจิทัล คอนเทนท์" ทั้งสิ้น
การสื่อความที่กระตุ้นพฤติกรรมในการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากผู้บริโภครับข้อมูลที่มาจากสิ่งต่างๆ รอบตัว สนใจการเล่าเรื่องที่ได้พบเจอและประสบการณ์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มัก "เชื่อ" กับสิ่งที่วางใจแบบการเป็นเพื่อนคู่คิด ติดตามกระแสความสนใจใหม่ๆ องค์กรจึงต้องให้ความชัดเจนในการเปิดเผยตัวตนให้สังคมได้รับรู้ และปรับวัฒนธรรมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามา Share ประสบการณ์มากขึ้น 
การให้ความสำคัญการสื่อสารภาพลักษณ์ Brand และสื่อสารการตลาด ปัจจุบันหมดยุคของการต่างคนต่างทำงานในองค์กรเดียวกัน โดยขาดการผสมผสานที่สอดคล้องสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและการขาดเอกภาพของแบรนด์ การให้ข้อมูลที่สะท้อนเอกลักษณ์ ทั้งด้านองค์กร สินค้า บริการ ผู้บริหาร เทคโนโลยี ต้องมีความชัดเจนเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์

เสนอคอนเทนท์ที่แสดงถึงคุณค่าของสินค้าหรือบริการ ด้วยการบอก หรืออธิบายความโดดเด่นของแต่ละสินค้า หรือบริการด้วยการแสดงให้เห็นคุณค่าที่เหนือกว่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ การอธิบายแจ้งมูลค่า ได้แก่ การให้ข้อมูล ค่าธรรมเนียม อัตราค่าบริการ และสิทธิประโยชน์ ไม่แอบแฝง เพราะระบบตรวจสอบโดยสังคมสามารถทำได้อย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์  และมีผลต่อความเชื่อมั่นหากปิดบัง หรือไม่เผยแพร่ความจริง

การทำธุรกิจต้องใส่ใจสังคม  สังคมแสวงหาคน "เก่งและดี" จึงต้องมีเรื่องการมีส่วนร่วมกับสังคมเข้ามา แต่ทั้งหมดที่ทำจะต้องไม่หลอกลวงและฝืนตัวเอง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้เกิดการยอมรับ เชื่อถือในแนวคิด ความตั้งใจดี ขณะเดียวกันต้องดูแลพนักงานขององค์กรให้มีความสุขและส่งต่อความรู้สึกที่ดีไปยังสังคม
           
การบริหารกลยุทธ์สื่อสารองค์กรในปัจจุบันไม่ใช่เรื่อง "ง่าย" แต่เป็น "ความท้าทาย" สำหรับสร้างความเชื่อมโยงทั้งสื่อและการบริหารประเด็น ตลอดจนการควบคุมการสื่อสารทั้งกระบวนการผ่านสื่อทั่วไปและสื่อออนไลน์ ให้เกิดความสอดคล้องและส่งผลดีต่อแบรนด์และองค์กร



“ไอพีทีวี”แพลตฟอร์มใหม่ VooZ ปลุกสมรภูมิโทรทัศน์เดือด!

ขณะที่คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ก็ต่างทุ่มทุนขยายช่องเป็นของตนเองผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียม ที่ผุดขึ้นมาแล้วกว่า 200 ช่อง

นับจากนี้...สมรภูมิธุรกิจโทรทัศน์จะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง เมื่อเหล่าผู้ประกอบการต่างลงทุนขยายแพลตฟอร์มใหม่ ที่เรียกว่า “ไอพีทีวี” (IPTV : Internet Protocol Television) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกอากาศช่องรายการโทรทัศน์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ที่ต้องการผ่านผู้ให้บริการหรือกล่องรับสัญญาณ ไม่ต้องติดตั้งจานดาวเทียม

เปิดตัวแพลตฟอร์ม VooZ

 
วิรัตน์ โอวรารินท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี.อาร์.เอ็ม วอยซ์พลัส จำกัด ผู้ให้บริการ VooZ (วูซ) IPTV บอกว่า “ไอพีทีวี” จะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ในการถ่ายทอดข้อมูลภาพและเสียง (Application Platform) ของไทย นอกเหนือจากภาคพื้นดิน (Terrestrial TV) และทีวีดาวเทียม (Satellite TV) ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทได้คิดค้นและพัฒนามากว่า 2 ปี โดยทดลองกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่ายทั้งของทีโอที, ทรู, 3บีบี  โดยลงทุนงบประมาณกว่า 400 ล้านบาทในการซื้อเซิร์ฟเวอร์ รองรับการทำงานของระบบให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จะสามารถใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตั้งแต่ 2 เมกะบิตขึ้นไป วิ่งผ่านกล่องรับสัญญาณที่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ โดยให้บริการไม่จำกัดสถานที่ ทั้งสาย LAN หรือไวไฟ ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ฟีเจอร์และคอนเทนท์ต่างๆ ผ่านอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟน แทบเล็ต โดยใช้ยูสเซอร์เดียวกัน นอกเหนือจากการรับชมผ่านจอโทรทัศน์ โดยมีกำหนดใช้จริงในเดือนมี.ค. นี้

ด้วยการส่งสัญญาณผ่านระบบ IPTV ทำให้สามารถเพิ่มช่องรายการได้อย่างไม่จำกัด บริษัทจึงได้วางตำแหน่งทางธุรกิจเป็น “A Billion Channel Service Provider” หรือเจ้าของแพลตฟอร์มเช่นเดียวกับ พีเอสไอ วันสกาย ในกลุ่มทีวีดาวเทียม และทรูวิชั่นส์ กลุ่มทีวีบอกรับสมาชิก

ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดตัวแพลตฟอร์มไอพีทีวีในไทย เพราะเมื่อพิจารณาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกล่องรับสัญญาณที่ปัจจุบันมีความเสถียรมากขึ้น ทำให้ภาพคมชัด ไม่ติดขัด อีกทั้งอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของไทย ที่ขณะนี้มีการติดตั้งกว่า 4 ล้านครัวเรือน หรือ 20% ของครัวเรือนไทย และในอีก 3 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 85% ของครัวเรือนไทยแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ชูจุดเด่นคอนเทนท์

ด้วยธุรกิจสื่อที่หัวใจหลักคือ "คอนเทนท์" บริษัทจึงได้จับมือกับคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ต่างๆ โดยปัจจุบันมีกว่า 200 ช่อง ทั้งภาพยนตร์ เพลง คอนเสิร์ต การ์ตูน การศึกษา สารคดี นอกจากนี้ยังได้สร้างฟีเจอร์ต่างๆ ขึ้นตามประเภทคอนเทนท์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น “Home Cinema” ทำให้สามารถรับชมภาพยนตร์ฟรี 10 เรื่องต่อเดือน เสมือนนำร้านวีดิโอมาไว้ที่บ้าน หรือ “Knowledge and Education”  โดยขณะนี้มีหน่วยงานการศึกษา เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งต้องการเปิดช่องเพื่อให้นักศึกษาปริญญาโท สามารถเรียนจากที่บ้านได้ ทั้งยังมีการติดต่อกับสถาบันกวดวิชาต่างๆ เพื่อถ่ายทอดสดการสอนไปยังผู้รับชม โดยผ่านลักษณะเพย์ทีวี

นอกจากนี้ ยังมีเอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนท์ โดยเฉพาะคอนเทนท์กีฬา ซึ่งจับมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์กีฬาทั้งอาร์เอส แกรมมี่ และทรูวิชั่นส์ อีกทั้งจับมือกับค่ายเน็กซ์สเต็ป ได้แก่ช่องรายการ สำรวจโลก บุษบาคาเฟ่ เป็นต้น และช่อง OPPA ช่องบันเทิงเกาหลี โดยเป็นตัวกลางระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ชม ที่สามารถเลือกซื้อคอนเทนท์ผ่านบัตรเครดิตได้ และในอนาคตยังสามารถสั่งอาหารทางโทรทัศน์ได้อีกด้วย รวมทั้งจะมีการเพิ่มฟีเจอร์อาหารที่ร่วมกับร้านอาหารที่มีบริการพร้อมส่งอย่างแมคโดนัลด์ เดอะพิซซ่า ด้วยเช่นกัน

ต้นทุนต่ำ เป็นเจ้าของช่องง่าย
วิรัตน์ กล่าวอีกว่าถึงแม้ทีวีดาวเทียมจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง เข้าถึงครัวเรือนไทยแล้วกว่า 50%  แต่ด้วยข้อดีของไอพีทีวี จะทำให้ผู้ชมและคอนเทนท์ โปรวายเดอร์เลือกติดตั้งไอพีทีวี เพราะทีวีดาวเทียม ถือเป็นการสื่อสารทางเดียว ขณะที่ไอพีทีวี เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้ชมสามารถเลือกชมรายการที่ชื่นชอบได้ทันที อีกทั้งในอนาคตจะพัฒนาเป็นระบบอินเตอร์แอ็คทีฟ กับผู้จัดรายการได้แบบเรียลไทม์ โดยในเฟสที่ 2 จะผลิตกล่องรับสัญญาณที่มีกล้องติดอยู่ด้วย

สำหรับการลงทุนเพื่อเป็นเจ้าช่องรายการบนแพลตฟอร์มฟอร์มไอพีทีวีนั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของการลงทุนทีวีดาวเทียม เป็นการเปิดโอกาสให้คอนเทนท์ โปรวายเดอร์อิสระ หรือรายเล็กที่มีศักยภาพ สามารถเป็นเจ้าของช่องเองได้ง่าย นอกจากนี้ด้วยระบบดิจิทัล ทำให้การวัดผลเก็บข้อมูลทำได้แบบเรียลไทม์ วัดผลตอบรับได้ทันที ทำให้คอนเทนท์ โปรวายเดอร์นำไปอ้างอิงมีเดียเอเยนซีได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้สนใจติดตั้งกล่องรับสัญญาณ VooZ ในปีแรก 1 ล้านกล่อง ทั้งการจำหน่ายและให้ยืม โดยจะมีแคมเปญ "ยืมกล่อง VooZ" ฟรีในปีแรก โดยเสียค่ามัดจำ 1,000 บาทและค่าใช้บริการ 900 บาท จากปกติจำหน่ายกล่องละ 8,800 บาท ซึ่งปีนี้ได้เตรียมงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการสื่อสารการตลาด

“ก่อนหน้านี้ มีการทำตลาดในสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยเจาะกลุ่มคนไทย ลาว และกัมพูชา ที่อาศัยในสหรัฐ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”



บทความ แสงวิทย์ เกวลีวงศ์ศธร

"ขีปนาวุธออนไลน์" สงคราม..โลกยุคใหม่ในปัจจุบันของเรา

กว่า 40% ของอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่ตรวจพบ "มัลแวร์" ล้วนเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แทบทั้งสิ้น, 2.7 หมื่นล้านยูโรต่อปี
คือ ตัวเลขมูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศอังกฤษ, ชาวเกาหลีใต้กว่า 35 ล้านคน โดนขโมยข้อมูลส่วนตัวระหว่างการใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์ค, คลาวด์ คอมพิวติ้ง เป็น 1 ในเทคโนโลยีที่สุ่มเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล, พบมัลแวร์มากกว่า 70,000 ตัวต่อวันส่งผลให้คนหลายล้านคนตกเป็นเหยื่อภัยร้ายในโลกไซเบอร์โดยไม่รู้ตัว....



แนะรัฐตระหนักภัยออนไลน์

ยูจิน บอกว่า อาชญากรไซเบอร์ เหล่านี้มีหลากหลายประเภท มุ่งเน้นการโจมตีในรูปแบบแตกต่างกันไป เช่น นักเคลื่อนไหวเจาะระบบ (Hacktivists) เด็กหนุ่มที่ไม่ธรรมดา เจาะข้อมูลทุกอย่างจนสร้างความปั่นป่วนให้ระบบเศรษฐกิจ ล้วงตับข้อมูลระบบสาธารณะจนยากที่จะควบคุม ผู้ก่อการร้ายผ่านโลกไซเบอร์ (Terrorism) ที่มีเป้าหมายโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ระบบขนส่ง ระบบไฟฟ้า เป็นต้น

ภัยร้ายข้างต้น เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มตระหนัก และต้องการปราบอย่างจริงจัง กระทบไปถึงหน่วยงานอย่าง "อินเตอร์โพล" หรือองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ ที่เรียกกันติดปากว่า ตำรวจสากล ยังอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องโดดเข้ามาจัดการ

"ผมกลัวว่า อะไรก็ตามในโลกนี้ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จะกลายเป็นเครื่องมือการก่อการร้ายที่เราคาดไม่ถึง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องหันมาพัฒนาระบบป้องกันการก่ออาชญากรรม หรือการก่อการร้ายในรูปแบบนี้ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น"

จับตา 2 ไวรัสสายพันธุ์ร้าย 
ในงานสัมมนา " Kaspersky Lab Cyber Conference 2012 : IT Security in the age of Cyber Warfare" ยูจิน พูดถึง "ดูกุ" (Duqu) และ "สตักซ์เน็ต" (Stuxnet) 2 ภัยร้ายออนไลน์สำคัญ ที่กำลังเป็นเครื่องมือก่อการร้ายยุคใหม่ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

"สตักซ์เน็ต" มัลแวร์ที่มีความซับซ้อน ไม่แพร่ตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต แต่จะแพร่ผ่านยูเอสบี ธัมไดร์ฟ เครื่องที่ติดสตักซ์เน็ตสามารถแพร่ตัวมันเองให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ในเครื่อข่ายภายใน (Private network) มีเป้าหมายทำลายล้างระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบหยุดชะงัก หรือเกิดระเบิดได้ เพราะระบบขัดข้อง ว่ากันว่า สตักซ์เน็ต คือ มัลแวร์ที่ถูกนำเอาไปใช้เป็นอาวุธสงคราม และกว่า 60% ของคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่ติดสตักซ์เน็ตอยู่ใน "อิหร่าน"

ขณะที่ "ดูกุ" เป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ลึกลับ มีโค้ดการทำงานคล้าย สตักซ์เน็ต มีภารกิจทำลายระบบคอมพิวเตอร์ เช่น โรงงานนิวเคลียร์ในประเทศอิหร่านที่โดนถล่มไปก่อนหน้านี้

ความน่ากลัวของ ดูกุ ทำให้ภาครัฐ และนักลงทุนทั่วโลกพยายามทำลายล้างเจ้าไวรัสตัวนี้ให้ได้ เพราะนักวิเคราะห์ระบบเคยให้ข้อมูลว่า ดูกุ ถูกพัฒนาโดยแฮคเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวางพื้นฐานการโจมตีระบบสำคัญๆ ของ โรงงานผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และระบบท่อส่งต่างๆ

ที่ผ่านมา "ยูจิน" พยายามสร้างความตื่นตัวให้รัฐบาลทั่วโลก รวมไปถึงผู้ใช้งานระดับทั่วไปตระหนัก ถึงความน่ากลัวของภัยร้ายออนไลน์เหล่านี้ อย่าคิดว่ามันก็แค่ "ไวรัส" หรือแค่ "มัลแวร์" แต่มันคือหนึ่งในเครื่องมือทำสงครามในโลกยุคใหม่ ที่อาจสร้างความเสียหายแบบประเมินค่ามิได้

เขาจึงเสนอให้ตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า International Cyber Security Agency หรือ ICSA องค์กรอิสระ ที่มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลต่างๆ โดยเขาระบุว่า ICSA อาจไม่สามารถกำจัดอาชญากรรมไซเบอร์ให้หมดไปได้ หากแต่มันจะช่วยทำสงครามไซเบอร์บรรเทาเบาบางลง ที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับความตระหนักที่พร้อมจะป้องกัน และแก้ไขของรัฐบาลในแต่ละประเทศด้วย

แคสเปอร์สกี้ชี้ไทยตลาดสำคัญ

ยูจิน ในฐานะซีอีโอของ แคสเปอร์สกี้ แลป ระบุด้วยว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทายในตลาดซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย แม้ต้องฝ่าฟันกับภัยคุกคามสมัยใหม่ที่ซับซ้อน และเรียงแถวมาให้จัดการอย่างล้นหลาม ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางการตลาดที่แข่งขันอย่างเข้มข้น หากแต่บริษัทก็ยังสามารถทำยอดขายได้ในระดับ 612 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 14%

"ปีนี้ บริษัทพร้อมรับมือความท้าทายใหม่ๆ โดยจะเน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเพื่อให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น"

เขา ระบุว่า ต้องการให้องค์กรยังคงเป็นรูปแบบไปรเวท ที่จะช่วยให้การทำงานขององค์กรมีประสิทธิภาพและคล่องตัว ตลอดจนให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงระหว่างนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและการเติบโตขององค์กร พร้อมๆ ไปกับการขยายเครือข่ายคู่ค้าระดับโลก โดยอิงจากแนวทางการขายภายในประเทศ และสำหรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

ขณะที่ "จิมมี่ ฟง" ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่าย แคสเปอร์สกี้ แลป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ต่างตระหนักถึงอันตรายที่อาจขึ้นเกิดจากภัยคุกคาม และให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวในโลกไซเบอร์ โดยที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้ในไทยได้รับการตอบที่ดี ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นในปี 2554 และรายรับที่เติบโตเป็น 2


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com

แต่งตัวเว็บไซต์ไม่ให้ตกยุค รับมือดีไวซ์ตระกูล “ไอ”

จึงไม่แปลกที่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ "โลกอินเทอร์เน็ต" และ “เอชทีเอ็มแอล 5” จะกลายเป็นสีสัน และกำลังก้าวมาแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ทุกวินาทีของการทำธุรกิจในเวลานี้
สู่ยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนฯ

“สงวน  ธรรมโรจน์สกุล” ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมนักพัฒนา บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีบนเว็บไซต์ ผู้ใช้น่าจะสังเกตเห็นความไม่สมบูรณ์บางอย่างที่บางครั้งเปิดเว็บดูได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ครบบ้าง ไม่เหมือนเดิมบ้างตามความหลากหลายของดีไวซ์ ซึ่งควบคุมได้ยากมาก




ตระหนักรู้ไม่ถึง 10%

ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมนักพัฒนาคนเดิม แนะว่า การเปลี่ยนแปลงต้องมีอย่างต่อเนื่อง มีดีไวซ์และเบราเซอร์เป็นตัวขับเคลื่อน หากรอให้ผู้ใช้เปลี่ยนให้หมดก่อนแล้วค่อยเริ่มทำตามคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าอาจใช้เวลาเป็น 10 ปี

เขาประเมินว่า เวลาที่ตลาดจะเกิดการใช้งานเอชทีเอ็มแอล 5 แบบจริงจัง คือ เมื่อมีผู้ใช้งานเปลี่ยนตัวเองไปใช้เทคโนโลยีและดีไวซ์ใหม่ๆ ที่รองรับมากขึ้น ขณะเดียวกัน ด้านผู้พัฒนาต้องพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องตามพฤติกรรมและดีไวซ์ที่มีอยู่ในตลาด

“ประมาณปี 2557 และ 2558 จะเห็นชัดขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าทั้งฝั่งผู้พัฒนาโมบาย และเว็บไซต์ต้องตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ได้แล้ว หากประเมินเฉพาะนักพัฒนาที่เป็นพาร์ทเนอร์กับไมโครซอฟท์ราว 2-3 หมื่นรายซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นนักพัฒนาทั้งประเทศ พบว่าการรับรู้มีอยู่น้อยกว่า 10%”

พร้อมระบุว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ เหมือนไก่กับไข่ที่การใช้งานมีทั้งเทคโนโลยีเวอร์ชั่นเก่าและใหม่ผสมกันไป ถ้าผู้ใช้ซื้อเครื่องใหม่ไปเลยนั้นไม่ค่อยน่าห่วง แต่ที่เป็นอยู่ยังมีเครื่องเก่าที่มีเทคโนโลยีเดิมติดมาด้วย

ปั้นเว็บไทยสู่เวทีสากล

สำหรับการจัดประกวดข้างต้น การสมัครและส่งผลงานเข้าแข่งขันทำได้ระหว่างวันที่ 16 ม.ค.ถึง 30 มี.ค.ปีนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
http://html5Thailand.com ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเข้าสมัครประกวดแล้ว 386 คน ในเฟซบุ๊คแฟนเพจ “HTML5 Developer Thailand” มีผู้สนใจอยู่กว่า 1,090 คน

เขากล่าวด้วยว่า แม้โครงการจะจบแต่คอมมูนิตี้ที่มียังคงอยู่ วัตถุประสงค์หลักของไมโครซอฟท์ คือ สร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในหมู่นักพัฒนาไทย ถือเป็นครั้งแรกของการเริ่มต้นให้ใช้เทคโนโลยีเอชทีเอ็มแอล 5 ในไทยอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ แผนที่วางไว้ไม่ได้มองไปที่การสร้างเป็นโปรเจคต้นแบบเพราะหากทำแค่นั้นจะเป็นแค่การสร้างการตระหนักรู้ และสร้างทักษะให้เท่านั้น ที่ตั้งใจคือการสนับสนุนให้เกิดการสร้างอีโคซิสเต็มส์ ผลักดันให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยมากที่สุด หลังโครงการแรกผ่านไปคิดว่าจะมีโครงการอื่นๆ ตามมาอีกแน่ๆ

“มุมของเทคนิคคนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ติดกับของเดิมทั้งๆ ที่มีเทคโนโลยีอื่นที่ดีกว่า เราจึงต้องรอดูผลของการแข่งขันครั้งนี้ก่อน แล้วค่อยเตรียมแผนผลักดันที่เหมาะสมต่อไป” สงวนให้ความเห็น

ไฟล์บังคับจากตระกูล “i”

 “อภิศิลป์  ตรุงกานนท์”  ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ เว็บไซต์พันทิปดอทคอม หนึ่งในเว็บไทยที่ตัดสินใจใช้เอชทีเอ็มแอล 5 และหัวเรือใหญ่ผู้จัดทำโปรเจค พันทิป 3 จี เล่าเสริมว่า
เอชทีเอ็มแอล 5 ทำให้เว็บไซต์เกิดไดนามิกมากขึ้น ส่วนของพันธ์ทิพย์ดอทคอมเองอยู่ระหว่างทดสอบระบบเวอร์ชั่นเบต้าโดยเปิดให้ใช้แค่เฉพาะทีมงาน มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือน ก.ค.

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเอชทีเอ็มแอล 5 ยังไม่อาจฆ่าแฟลชได้ การพัฒนาฟีเจอร์บางอย่างยังแทนกันไม่ได้ทั้งหมด แต่มีสัญญาณที่ดี คือ ผู้ให้บริการเว็บเบราเซอร์รายใหญ่ของโลกแทบทุกรายเห็นตรงกันว่าจะมุ่งไปที่เอชทีเอ็มแอล 5 แล้ว

อภิศิลป์ ชี้ว่า การที่จะเปลี่ยนหรือไม่นโยบายของเว็บไซต์จะพิจารณาตามจำนวนผู้ใช้เทคโนโลยี ที่ผ่านมา กับเบราเซอร์ที่มีคนใช้น้อยแล้วจะยังคงเข้ามาอ่านได้ตามปกติ แต่ไม่อาจใช้งานได้สมบูรณ์แบบทุกฟีเจอร์ที่มี

พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ผู้ใช้เบราเซอร์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอร์ปัจจุบันมี 35% อันดับ 1 คือ เวอร์ชั่น 8 มี 67% เวอร์ชั่น 7 มี 13% ส่วนเวอร์ชั่น 9 ที่รองรับเอชทีเอ็มแอล 5 แล้วมี 13% ดังนั้น จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ขณะนี้การณ์ไว้แล้วแต่ยังใส่มากเกินไปไม่ได้ ถ้าเมื่อใดย้ายมาที่ 9 มากขึ้นเมื่อนั้นก็จะปรับตาม

เขากล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาผลักดัน คือ จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตระบบปฏิบัติการไอโอเอสที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย สถิติระบุว่าจากผู้เข้าชม 7 แสนคนต่อวัน มีผู้เข้าใช้เว็บไซต์ผ่านโมบาย ดีไวซ์ อยู่ 15% ในจำนวนนี้อุปกรณ์ยอดนิยมอันดับ  คือ 1. ไอโฟน 2. ไอแพด 3. กาแล็กซี เอสทู เกิดเป็นไฟล์บังคับที่ไม่สามารถใช้แฟลชได้ 


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

MS เผยโฉมโลโก้ของ Windows 8 แล้วมาดูกัน

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ก็ยกเครื่องโลโกใหม่ให้กับระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดอย่าง Windows 8 โดยจะเลิกใช้โลโก้ทีมีลักษณะคล้ายธงรูปหน้าต่างสี่ช่องหลากสีสันปลิวไสวที่ใช้มานานนับ 20 ปีด้วยโลโก้ที่เรียบง่ายมากๆ มีแค่หน้าต่างช่องกระจกสี่เหลี่ยมที่มีมุมมองแบบ perspective ซึ่งสีสันของโลโกไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นสีฟ้าสีเดียว แต่จะปรับเปลี่ยนสีให้เข้ากับภาพธีมที่ผู้ใช้กำหนด

นอกจาก Windows 8 จะมีการยกเครื่องอินเตอร์เฟซใหม่ด้วย Metro UI แล้ว โลโก้ของมันยังถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของ Windows ที่เลิกใช้โลโกแบบเดิมที่ลักษณะคล้ายธงรูปหน้าต่างหลากสีกำลังปลิวสไว โดยโลโก้ใหม่นี้เข้าใจว่า การออกแบบน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเตอร์เฟซ Metro ด้วย ซึ่งแทนไอคอนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของ Metro UI ด้วยช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่ดูเรียบง่าย และล้อไปกับอินเตอร์เฟซใหม่ โดยเป็นผลงานการออกแบบของเอเจนซี่ Pentagram

แม้โลโก้ใหม่ของ Windows 8 จะใช้สีฟ้า แต่ในการใช้งานบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่นี้  สีของโลโก้จะเปลียนไปตามข้อกำหนดของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวอ้างว่าโลโก Windows 8 ดูเรียบง่ายคล้ายโลโก้ของ Windows 1 (รูปข้างบนนี้) ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นธงรูปหน้าต่างหลากสีปลิวไสว (แทนการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง) ที่ใช้กับ Windows 3.1 ในปี 1992 ซึ่ง Pentagram เผยถึงไอเดียการออกแบบโลโก้ Windows 8 ว่า โลโก้เดิมไม่ make sene ชื่อของผลิตภัณฑ์คือ Windows แต่ทำไมใช้รูป"ธง"? แล้วคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับโลโก้ Windows 8 ชอบกันไหมครับ

ที่มา http://www.arip.co.th/

สาวงามดับเบิ้ลเอ